วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

เอส แอล อี (SLE)

ต้องขออภัยด้วยนะครับ ผมจำไม้ใด้ว่าได้ข้อมูลนี้มาจากไหน เลยไม่ให้เครดิตแหล่งที่มา หากใครทราบแหล่งที่มากแจ้งผมได้ที่ adisak.khumbunruang@gmail.com นะครับ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โรค เอส แอล อี หรือโรค ลูปุส ได้รับความสนใจและกล่าวถึงโดยแพทย์ และประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แพทย์บางคนรวมทั้งผู้รู้บางท่านอาจคิดว่าโรค เอส แอล อี เป็นโรคร้ายแรง ซึ่งจะลุกลามขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงกับเสียชีวิตในที่สุด จริง ๆ แล้วมีความเข้าใจผิดบางประการอยู่บ้างเพราะผู้ป่วยด้วยโรคลูปุสส่วนใหญ่จะมีการดำเนินโรคไม่รุนแรงนัก และมักจะมีชีวิตยืนยาวตามปกติได้ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

โรค เอส แอล อี คืออะไร
โรค เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematosus - SLE) หรือโรคลูปุส เป็นโรคที่เกิด จากภูมิต้านทานในร่างกายของเราชนิดหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ภูมิต้านทานชนิดนี้เป็นโปรตีนในเลือดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แอนติบอดี้ (ANTIBODIES) ซึ่งปกติจะมีหน้าที่จับและทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคจากภายนอกร่างกาย แต่โปรตีนชนิดนี้ ในผู้ป่วยโรคลูปุสจะจับ และทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ของผู้ป่วยโรคลูปุสเอง ขึ้นกับว่าจะจับอวัยวะใด เช่น ถ้าจับที่ผิวหนังก็จะทำให้เกิดผื่น ถ้าจับกับไต ก็จะทำให้เกิดการอักเสบของไต จับกับเยื่อหุ้มข้อ ก็จะเกิด ข้ออักเสบขึ้น จัดเป็นโรคที่เรื้อรังชนิดหนึ่ง

คำว่า ลูปุส มาจากไหน
คำว่า ลูปุส (Lupus) แปลว่า สุนัขป่า (wolf) เนื่องจากแพทย์สมัยก่อนมองว่าผื่นที่แก้มและที่หน้า ที่เกิดในผู้ป่วยโรคลูปุสมีลักษณะคล้ายร่องรอยที่เกิดจากการทำร้ายโดยสุนัขป่าซึ่งจริง ๆ แล้วโรคนี้ไม่ส่วนใดเกี่ยวข้องกับสุนัขป่าทั้งสิ้น

ใครจะมีโอกาสป่วยเป็นโรค เอส แอล อี บ้าง
ผู้ป่วยด้วยโรคแอส เอล อี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง อายุระหว่าง 20-45 ปีโดยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายประมาณ 9-10 เท่า พบได้ในทุกเชื้อชาติ จะพบในคนผิวดำและผิวเหลืองมากกว่าผิวขาว จะพบมากในบริเวณเอเชียตะวันออก เช่น ในประเทศไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง, และจีน จากความรู้ของ แพทย์ที่เพิ่มขึ้นประกอบกับความตระหนักรู้ของประชาชนทำให้พบผู้ป่วยโรคเอส แอล อี เพิ่มมากขึ้น

อะไรเป็นสาเหตุของโรค เอส แอล อี
ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรค เอส แอล อี แน่ชัด แต่มี หลักฐานที่บ่งบอกว่าจะเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน คือ
1. กรรมพันธุ์
2. ฮอร์โมนเพศหญิง
3. ภาวะติดเชื้อบางชนิด, โดยเฉพาะเชื้อไวรัส
นอกจากนี้เรายังทราบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหรือมีโอกาสเป็นโรค เอส แอล อี มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น
1. แสงแดด โดยเฉพาะ แสงอุลตร้าไวโอแลต
2. การตั้งครรภ์
3. ยาบางชนิด

อาการของโรค เอส แอล อี มีอะไรบ้าง
โรค เอส แอล อี เป็นโรคที่มีลักษณะการแสดงออกได้หลากหลายลักษณะ อาจมีอาการเฉียบพลันและรุนแรงหรือมีอาการค่อยเป็นค่อยไปเป็นช่วงระยะเวลานานหลายปี อาจมีอาการแสดงออกของหลายอวัยวะในร่างกายพร้อม ๆ กันหรือมีการแสดงออกเพียงอวัยวะหนึ่งทีละอย่างก็ได้ มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ได้ แต่ลักษณะเฉพาะของโรค เอส แอล อี คือผู้ป่วยจะมีอาการในหลาย ๆ ระบบของร่างกาย โดยจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่พร้อมกันก็ได้

เมื่อไรควรสงสัยว่าเป็นโรค เอส แอล อี
1. เมื่อมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ นานเป็นเดือน
2. เมื่อมีอาการปวดบวมตามข้อ
3. เมื่อมีผื่นคันที่หน้า โดยเฉพาะเวลาถูกแสงแดด
4. เมื่อมีผมร่วงมากขึ้น
5. เมื่อมีอาการบวมตามหน้า ตามเท้า

จะวินิจฉัยโรค เอส แอล อี ได้อย่างไร
ในการวินิจฉัยโรค เอส แอล อี แพทย์จะใช้เกณฑ์ที่ประกอบด้วยลักษณะอาการและการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้
1. มีผื่นที่หน้า (Malar rash)
2. มีผื่นเป็นวง (Discoid rash)
3. มีผื่นแพ้แสง (Photosensitivity)
4. มีแผลในปาก
5. มีข้ออักเสบ (Arthritis)
6. มีเยื่อหุ้มปอด หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
7. มีไตอักเสบ
8. มีอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก, คลุ้มคลั่ง
9. มีอาการทางระบบเลือด เช่น โลหิตจาง, เม็ดเลือดขาวหรือเกร็ดเลือดต่ำ
10-11. มีผลการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเฉพาะอย่างให้ผลบวก 2 ข้อขึ้นไป
ถ้าผู้ป่วยมีลักษณะเหล่านี้เกิน 4 ใน 11 ประการ แพทย์จะให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรค เอส แอล อี

การรักษาผู้ป่วย เอส แอล อี ทำได้อย่างไร
ในการรักษาโรค เอส แอล อี ทั้งผู้ป่วยและแพทย์จะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องดังต่อไปนี้
1. ควรเข้าใจลักษณะของโรค ต้องเข้าใจก่อนว่าโรค เอส แอล อี เป็นโรคเรื้อรัง การดำเนินของโรคจะเป็นไปเรื่อย ๆ โดยอาจมีการทุเลาหรือกำเริบขึ้นได้เป็นระยะตลอดเวลา หรือกำเริบรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้

2. พยาธิสภาพการเกิดโรคหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด

3. ผลของการรักษา และความอยู่รอดของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับว่ามีอวัยวะใดบ้างที่เกี่ยวข้องหรือมีการอักเสบ ความรุนแรงของโรค ความรวดเร็วในการประเมิน ความรุนแรงและการได้รับการรักษาที่ถูกต้องนอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดของแพทย์ และความต่อเนื่องและสม่ำเสมอของการได้รับการรักษาของผู้ป่วย โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรก ปัจจุบันมีวิธีการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก ๆ มีวิธีการรักษาที่ได้ผลดีมากหลายวิธีให้เลือกใช้ มียาปฏิชีวนะดี ๆที่สามารถควบคุมภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อของผู้ป่วยได้ดีกว่าสมัยก่อน ทำให้ความอยู่รอดของผู้ป่วย เอส แอล อีในปัจจุบันดีกว่าสมัยก่อนมาก

4. สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วย เอส แอล อี เกิดได้จาก 3 สาเหตุคือ
4.1 จากตัวโรคเอง เช่น การอักเสบของไต สมอง หลอดเลือด ตลอดจนการแตกของเม็ดเลือดแดง
4.2 จากภาวะติดเชื้อ กลไกพื้นฐานของโรค เอส แอล อี คือมีการเปลี่ยนแปลงในระบบภูมิคุ้มกัน ประกอบกับผู้ป่วยได้รับยาต่าง ๆ เพื่อลดการอักเสบและกดภูมิคุ้มกันของร่างกายลง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าบุคคลทั่วไป
4.3 จากยาหรือวิธีการรักษา การรักษาโรค เอส แอล อี ขึ้นอยู่กับอาการว่าเป็นมาก เป็นน้อย ในผู้ป่วยบางรายใช้แค่ยาแก้ปวดแอสไพริน หรือ ยาลดอาการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ก็ควบคุมอาการได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงขึ้น แพทย์ต้องใช้ยาสเตียรอยด์เช่น ยาเพร็ดนิโซโลน(prednisolone) ตั้งแต่ขนาดต่ำจนถึงขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ ในบางรายที่มีการอักเสบของอวัยวะสำคัญ เช่น ไต อาจจำเป็นต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีผลข้างเคียงมากขึ้น เช่น ยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งบางชนิด แต่ให้เป็นครั้ง ๆ ในขนาดที่เหมาะสม หรือในบางรายอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือดมาร่วมในการรักษาด้วย ทั้งนี้แล้วแต่ความรุนแรงของโรค และระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ
สิ่งสำคัญในการรักษาโรค เอส แอล อี ขึ้นอยู่กับ การเลือกใช้ยาที่ถูกต้อง ทั้งชนิด ขนาด และจังหวะการให้ยาตามจังหวะของโรค แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปฏิบัติตัวที่ดีของผู้ป่วย การมารับการตรวจรักษาสม่ำเสมอตามนัดและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด

อะไรเป็นสาเหตุชักนำที่ทำให้โรค เอส แอล อี มีอาการรุนแรงขึ้นหรือกลับเป็นขึ้นใหม่
สาเหตุมีหลายประการ เช่น
1. การถูกแสงแดด อาจทำให้เกิดอาการกำเริบทางผิวหนัง และอาจะทำให้มีอาการ ของระบบอื่น ๆ ตามมาได้
2. การมีภาวะติดเชื้อ ไม่ว่าจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา
3. การตั้งครรภ์ ถ้ายังมีอาการของโรค เอส แอล อี อยู่ หรือยังควบคุมอาการไม่ได้ดี ยังไม่ควรตั้งครรภ์ ปกติแพทย์จะยอมให้ตั้งครรภ์ได้เมื่ออาการของโรคสงบลงอย่างน้อย 6 เดือน
4. การออกกำลังกายหรือทำงานหนักอย่างหักโหม
5. การถูกกระทบกระเทือนทางอารมณ์อย่างรุนแรง

จะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเป็นโรคเอส แอล อี
1. ในระยะแรกต้องได้รับการรักษาด้วยยา ต้องรับประทานยาตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
2. ควรพยายามอย่าให้ผิวหนังถูกแสงแดดโดยตรง ควรใส่หมวกปีกกว้าง กางร่ม และสวมใส่เสื้อแขนยาวเวลาที่จำเป็นต้องออกแดด
3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่ควรเครียด ท้อถอย เศร้าใจ หรือกังวลใจ เพราะทำให้อาการกำเริบได้ ควรมีกำลังใจและมีความอดทนต่อการรักษา
4. เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ต่าง ๆ มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง
5. เนื่องจากผู้ป่วย เอส แอล อี มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่ายจึงต้องคอยระหวังตัว ไม่เข้าใกล้ผู้อื่นที่กำลังเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคหวัด พยายามไม่อยู่ในที่ผู้คนแออัด นอกจากนี้อาหารที่รับประทานทุกชนิดควรเป็นอาหารที่สะอาดและต้มสุกแล้ว
6. ทำตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล และไปรับการตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการรักษาและประเมินความรุนแรงของโรคและผลการรักษาแพทย์จะได้พิจารณา ให้การรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
7. ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาบ่อย ๆ เพราะแพทย์คนใหม่อาจจะไม่ทราบรายละเอียดของ อาการเจ็บป่วย ทำให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาจเป็นอันตรายได้
8. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะจะมีโอกาสแพ้ยาได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนธรรมดา
9. ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง
10. ถ้ามีอาการผิดปกติ มีไข้ หรือไม่สบาย ควรรีบกลับไปปรึกษาแพทย์ผู้รักษาทันที หรือหากจะไปหาแพทย์อื่น ควรนำยาที่กำลังรับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง เพื่อว่าแพทย์จะได้จัดยาได้ถูกต้องและสอดคล้องกับยาประจำที่รับประทานอยู่
11. ผู้ป่วยหญิงที่แต่งงานแล้ว ไม่ควรมีบุตรในระยะที่โรคกำเริบ เพราะจะเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดเพราะอาจจะทำให้อาการ ของโรคกำเริบขึ้น ควรเลี่ยงใช้วิธีอื่น ๆ แทนโดยการปรึกษาแพทย์ ผู้ป่วยจะสามารถตั้งครรภ์ได้เมื่อ พ้นระยะที่โรคมีความรุนแรงแล้ว แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์และขณะ ตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

การป้องกัน
เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด การป้องกันไม่ให้เกิดโรค เอส แอล อีในขณะนี้ยังไม่มี หากท่านสงสัยว่าเป็นโรคนี้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยเสียแต่ในระยะแรก และได้รับการรักษาที่ถูกต้อง การล่าช้าในการรักษาอาจทำให้อาการเป็นรุนแรงขึ้น เช่น ไตวาย หรือถึงแก่เสียชีวิตได้

ในปัจจุบัน ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มีอัตราของความพิการหรือเสียชีวิตลดลงน้อยลง มากเมื่อเทียบกับ เมื่อ 10-20 ปีก่อน ทั้งนี้เนื่องจากการที่เราสามารถพบและให้การวินิจฉัยโรค เอส แอล อี ได้ตั้งแต่ระยะแรก ๆ ประกอบกับยาและวิธีการรักษาที่ดีขึ้นในอนาคต โดยอาศัยความรู้ ที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะทำให้สามารถค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของโรค เอส แอส อี สามารถแยกแยะผู้ป่วยเป็นกลุ่ม ปรับปรุงการรักษาให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ป่วย ตลอดจนควบคุมและให้การป้องกันไม่ได้เกิดโรค เอส แอล อี ขึ้นได้

ลักษณะทางอาการตามระบบที่สำคัญคือ
อาการทั่วไป ผู้ป่วยมักจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ จิตใจหดหู่

อาการทางผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีผื่นเกิดที่บริเวณใบหน้า ตั้งแต่บริเวณสันจมูกไปที่บริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง เป็นรูปคล้ายผีเสื้อ (butterfly rash) หรือที่เรียกว่า Malar rash นอกจากนี้ผู้ป่วยมักจะมีผื่นขึ้นหรือมีอาการคันเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด (photosensitivity) หรือมีผื่นเป็นวง ๆ เป็นแผลเป็นตามหน้า และหลังศรีษะหรือใบหู (discoid lupus) หรือมีอาการปลายมือปลายเท้าขาว ซีดเขียว เวลาโดนความเย็นผู้ป่วยบางรายจะมีแผลในปาก โดยเฉพาะบริเวณเพดานปากเป็น ๆ หาย ๆ

ผม อาการผมร่วงเป็นอาการที่พบบ่อยในขณะที่โรคเป็นรุนแรง

อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยเอส แอล อี ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ อาจจะเป็นข้อนิ้วมือ ข้อไหล่ ข้อเข่า หรือข้อเท้า อาจมีอาการบวมแดงร้อนร่วมด้วย อาจทำให้ข้อบิดเบี้ยวผิดรูปร่างได้ แต่จะไม่ถึงกับทำลายข้อ ดังเช่นในโรคข้ออักเสบรูห์มาตอยด์ นอกจากนี้อาจมีอาการปวด หรืออักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นร่วมด้วย

อาการทางไต ไต เป็นอวัยวะหนึ่งที่มีการอักเสบได้บ่อยในผู้ป่วย เอส แอล อี ผู้ป่วยที่มีไตอักเสบ จะมีอาการบวมบริเวณเท้า 2 ข้าง หน้า หนังตา หรือบวมทั้งตัว เราพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้จะมีไข่ขาวรั่วออกมาในปัสสาวะจำนวนมาก รายที่มีอาการรุนแรงขึ้นจะมีความดันโลหิตสูงขึ้น มีปัสสาวะออกน้อยลง หรือมีปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ ในรายที่เป็นรุนแรงมากอาจถึงขั้นมีไตวายได้ อาการทางไตเป็นอาการสำคัญที่บอกว่าโรคค่อนข้างเป็นรุนแรง

อาการทางระบบประสาท เมื่อผู้ป่วย เอส แอล อี มีการอักเสบของสมอง บางรายมีอาการชัก บางรายมีอาการพูดเพ้อเจ้อ เอะอะโวยวาย คลุ้มคลั่งคล้ายคนโรคจิต จำญาติพี่น้องไม่ได้ บางรายมีการอักเสบของเส้นประสาทเฉพาะที่ร่วมด้วยได้

อาการทางระบบโลหิต บางครั้งมีการทำลายเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกร็ดเลือดทำให้มีอาการโลหิตจาง ซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืดจะเป็นลม หรือมีเม็ดเลือดขาวต่ำลง หรือเลือดออกง่ายได้

อาการทางหัวใจและหลอดเลือด เมื่อมีการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ หรือกล้ามเนื้อหัวใจผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น เหนื่อยง่าย นอนราบไม่ได้ บางครั้งมีจังหวะการเต้น ของหัวใจผิดปรกติถ้ามีการอักเสบของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ จะมีอาการของ การขาดเลือดของอวัยวะนั้น ๆ เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ผู้ป่วย เอส แอล อี บางราย อาจมีภาวะเลือด แข็งตัวง่าย ทำให้มีการอุดตันของหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง ตามอวัยวะต่าง ๆ

อาการทางระบบเดินอาหาร ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน กลืนลำบาก การดูดซึมสารอาหารจากลำไส้ผิดปกติ บางครั้งมีตับอ่อนอักเสบร่วมด้วยได้
ผู้ป่วยด้วยโรค เอส แอล อี แต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกระบบ หรือมีอาการรุนแรงเสมอไป ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับระบบอวัยวะที่ผู้ป่วยมีอาการร่วมด้วย บางคนเป็นน้อย มีแต่ ไข้ ปวดข้อ มีผื่นขึ้น บางคนมีอาการรุนแรง มีชัก คลุ้มคลั่ง ไตวาย หรือปอดอักเสบรุนแรงจนมีเลือดออกในปอดได้ อาการของโรคจะแสดงความรุนแรง แต่บางครั้งอาการก็สงบลงได้เอง

โรค เอส แอล อี รู้ไว้ไม่ต้องกลัว
“โรค เอส แอล อี เป็นโรคที่คนไทยเราน่าจะรู้จักไว้ เพราะพบว่าคนไทยเป็นกันมาก และอาการมักรุนแรงกว่าที่พบในยุโรปหรืออเมริกาแต่ไม่ต้องกลัวเพราะตัวโรคเองไม่ติดต่อและไม่ได้ร้ายแรงเสมอ ถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปฏิบัติตัวถูกต้อง โรคก็จะสงบลงได้” เป็นคำพูดของ ผศ. น.พ. กิตติ โตเต็มโชคชัยการ หน่วยโรคภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

4 ปีมานี้ เราคงได้ข่าวคราวของดาราหลายคนเป็นโรคนี้ เลยเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้โรค เอส แอล อี โด่งดังเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวางและมีไม่น้อยที่กำลังหวั่นเกรงว่าตัวเองหรือคนรู้จักใกล้ชิดจะเป็นโรคร้ายนี้ คำอธิบายของ ผศ. น.พ. กิตติ ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ คงจะทำให้เราเข้าใจโรคนี้ดีขึ้น

คุณหมอไขข้อข้องใจให้เราว่าความจริงโรคเอส แอล อี ซึ่งย่อมาจาก Systemic Lupus Erythematosus ไม่ใช่โรคใหม่ เป็นโรคที่มีการกล่าวถึงตั้งแต่สมัยกรีกและสมัยโรมันประมาณสัก 150 ปีมานี้ วงการแพทย์แผนปัจจุบัน เริ่มรู้จัก,ให้ความสนใจและมีการศึกษาโรคนี้อย่างจริงจัง สำหรับในภาษาไทยเองไม่มีชื่อเฉพาะสำหรับโรคนี้จำเป็นต้องเรียกทับศัพท์ว่า โรคเอส แอล อี และจัดเป็นโรคต้นแบบที่สำคัญของโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง

เอส แอล อีเกิดได้อย่างไร
“โรค เอส แอล อี” เป็นโรคที่เกิดจากการแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งที่มีอาการแสดงออกของโรคหลากหลาย ตั้งแต่อาการน้อยถึงรุนแรงขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคน และขึ้นอยู่กับว่า เกิดอาการอักเสบที่อวัยวะไหน”ฟังคุณหมอกิตติว่าแล้วเราคงตั้งคำถามอีกว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าโดยปกติแล้วเม็ดเลือดขาวบางชนิดในร่างกายเราจะเป็นตัวสร้าง
โปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นภูมิคุ้มกัน แล้วภูมิคุ้มกันตัวนี้มีหน้าที่ไปต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้ามาในร่างกาย แต่ปรากฏว่าคนที่เป็นโรค เอส แอล อี มีเม็ดเลือดขาวอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ แทนที่จะไปต่อต้านเชื้อโรค เช่นภูมิคุ้มกันของคนปกติทั่วไป กลับสร้างภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายของตนเอง ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นที่อวัยวะต่าง ๆ ที่มันเข้าไปทำลาย

กรรมพันธุ์ก็มีส่วน
สาเหตุที่ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันผิดปกติ ในขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด โดย ผศ. น.พ. กิตติ กล่าวว่า ขณะนี้เรารู้คร่าว ๆ ว่าคนทั่วไปมีโอกาสเป็นน้อย แต่ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นคนหนึ่ง สมาชิกคนอื่นในครอบครัวก็มีโอกาสเป็นมากขึ้นกว่าคนปกติประมาณร้อยละ 10-16 ถ้าฝาแฝด คนหนึ่งเป็น อีกคนหนึ่งก็มีโอกาสเป็นมากกว่าคนปกติ ถึง 10 เท่า นั่นแสดงว่าสาเหตุส่วนหนึ่งคงมาจากกรรมพันธุ์
นอกจากนี้เรายังพบอีกว่า โรคนี้จะพบมากในกลุ่มประเทศ แถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ติดแถบเขตร้อน ผศ. น.พ. กิตติ ให้เหตุผลว่าน่าจะเป็นไปได้ว่า ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดจนเชื้อชาติของคนแถบนี้ อาจทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากขึ้น สิ่งที่พบเหมือนกันหมดทั่วโลก คือ โรคนี้จะเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่า โดยเฉลี่ยจะเป็นตอนช่วงอายุประมาณ 30 ปี คิดว่าฮอร์โมนเพศหญิงอาจมีส่วนทำให้เกิดโรคด้วย
อาการเช่นนี้แหละ เอส แอล อี
อาการของโรคเอส แอล อี จะมีลักษณะต่าง ๆ กันในแต่ละคน โรคเอส แอล อี เป็นโรคที่มีความสลับซับซ้อน และมีความหลากหลายของอวัยวะที่เป็น บางคนมีอาการปวดบวมตามข้อซึ่งมักจะเป็นอาการนำ มีอาการทางผิวหนังเช่น มีผื่นขึ้นที่หน้าเป็นรูปผีเสื้อ คือ ตั้งแต่ดั้งจมูก และโหนกแก้มสองข้าง ผื่นตามตัว หรือแขนขา มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ บางทีมีแผลในปากบ่อย ๆ ในตำแหน่งเฉพาะเช่น เพดานปาก ผมร่วง มีอาการบวมตามตัวตามขาจากไตอักเสบ หรือมีอาการอื่น ๆ ที่อาจจะไปพ้องกับอาการที่พบในโรคอื่นได้

แต่คนที่มีอาการดังกล่าวอย่าเพิ่งตกใจเหมาว่ากำลังเป็นโรค เอส แอล อี เพราะคุณหมอกิตติขยายความว่า “การวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติอาการของคนไข้ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและถ้าให้แน่ใจเราจะตรวจเลือดเพื่อดูผลตรวจว่าเข้าได้กับโรค เอส แอล อี หรือไม่ อาการดังที่กล่าวมาแล้วอาจจะเกิดจากโรคอื่นหรือ อาจเป็นผลข้างเคียงของยา เช่น ยารักษาโรคหัวใจบางชนิด หรือยากันชักเป็นต้น”


รักษา เอส แอล อี ไม่มีแบบแผนตายตัว
“ความรุนแรงของโรคในแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเป็นผื่นขึ้นทายานิดหน่อยอาการก็สงบแล้ว บางคนเป็นรุนแรงมากขึ้น มีอวัยวะสำคัญ ๆ อักเสบ เช่น ไต ถึงสมองอักเสบก็จะมีอาการชัก ถ้าเป็นระบบเลือดก็อาจมีเม็ดเลือดขาวต่ำลง เกล็ดเลือดต่ำลงได้”
ด้วยอาการของโรคที่หลากหลายฉะนั้นการรักษาจึงต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคนเท่านั้น ไม่มีแบบแผนที่แน่นอนตายตัว “ตัวโรค เอส แอล อี เอง ถ้าแม้บางครั้งอาการจะรุนแรง แต่โดยทั่วไปสามารถรักษาให้อาการสงบลงได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยระวังรักษาตัวไม่ดี อาจมีปัญหายุ่งยากในการรักษาแต่ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของโรค เอส แอล อี จะทราบว่าโดยทั่วไปตัวโรคจะรุนแรงในช่วงเริ่มเป็นสองปีแรก ถ้าสามารถรักษาให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้อาการก็มักจะสงบลง ยกเว้นที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น ภาวะติดเชื้อซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ ทำให้ตัวโรคเป็นมากขึ้นหรือรักษาลำบากขึ้น เพราะมลภาวะและการรักษาความสะอาดในบ้านเรายังไม่ดีนัก ประกอบกับคนที่เป็นโรคนี้อัตราเสี่ยงของการติดเชื้อจะสูงกว่าคนปกติ เพราะตัวโรคเองทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ และคนไข้เหล่านี้จะต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อรักษาตัวโรคอีกด้วย ฉะนั้นคนที่เป็นโรคนี้จึงติดเชื้อโรคง่ายกว่าคนปกติ”
ดูแลตัวเองอย่างไร
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่เป็น เอส แอล อี จึงจำเป็นต้องมีข้อระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าคนปกติ คุณหมอแนะนำว่า “ตั้งแต่เรื่องความสะอาด อาหารทุกอย่างควรทำสุกและสะอาด เพราะในบ้านเรานี่พบการติดเชื้อทางเดินอาหารบ่อยมาก หลีกเลี่ยงแสงแดดและที่ชุมชนแออัด ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ ถ้าเครียดมาก หรือหักโหมงานหนัก อดนอนก็ทำให้โรคกำเริบได้ รวมถึงญาติของผู้ป่วยก็ต้องสนับสนุนในเรื่องจิตใจให้กำลังใจผู้ป่วย เรื่องจิตใจนี่สำคัญ เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ต้องต่อสู้อีกไกล บางคนเป็นที่ไต ก็ต้องระวังเรื่องอาหารการกิน งดอาหารที่มีรสเค็ม ลดอาหารจำพวกโปรตีนลง กินไม่ได้เท่าที่อยากกิน เป็นต้น” และที่สำคัญมากก็คือรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

ผศ. น.พ. กิตติ ยังฝากบอกคนที่เข้าใจว่าเป็น เอส แอล อี แล้ว ห้ามมีบุตรว่า ก็มีส่วนในกรณีที่โรคยังเป็นมากอยู่ เพราะจะเป็นอันตรายทั้งแม่และเด็ก แต่ถ้าอยากมีบุตรจำเป็นต้องรอรักษาจนแน่ใจว่าโรคสงบแล้ว อย่างน้อยประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ก็อาจจะพิจารณาการมีบุตรได้

สำหรับคนทั่วไปที่กลัวว่าจะเป็นโรค เอส แอล อี ไม่ควรวิตกกังวลมาก อย่างที่ ผศ. น.พ. กิตติ บอกแล้วว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ คนที่เป็นแล้วก็ไม่ต้องกลัว ถ้าปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด อาการของโรคก็มักจะสงบลง สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติสุขเหมือนคนทั่วไปได้

ALS (ไขสันหลังฝ่อ)

ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่าผมได้รับเรื่องนี้จากการ Forward mail จากคนรู้จัก พออ่านจบก็รู้สึกเห็นใจ คนที่ประสบชะตากรรมอย่างนี้เป้นอย่างมาก จึงได้นำเรื่องราวที่ได้อ่านนี้ Post ขึ้นที่บล็อคของผม ให้ทุกท่านได้อ่าน (ผมมิได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น)
และหากมีวิธีไหนที่พอจะช่วยเหลือคุณต้นได้ ผมขอความกรุณาเถอะนะครับ เพื่อเป็นการช่วยเหลือความรักอันยิ่งใหญ่ที่ "ลูกมีต่อแม่" นับแต่บรรทัดข้างล่างนี้ เป็นเรื่องที่ผมได้รับจาก email นะครับ
>>>>>>>>>>>>>>>>><<<<<<<<<<<<<<

ต้น มีเรื่องอยากรบกวนเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนช่วยอ่านหน่อยค่ะ..

เคยได้ยินใช่มั้ยว่าไม่มีใครรักเราเท่ากับพ่อและแม่..

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ต้นกำลังประสบอยู่ ต้นอยากเล่าเรื่องของแม่ต้นให้ทุกๆคนได้รับรู้ แม่ของต้นเป็นผู้ให้สำหรับต้นเสมอมาแม่ทำงานหนัก เพื่อให้ครอบครัวสบาย แม่ต้นเปิดร้านขายของ ขายทุกอย่างและก็ทำทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียว ไม่ว่าจะตวงข้าวสารทีละหลายกระสอบ แบกน้ำไปส่งลูกค้า ไม่เคยกินข้าวเป็นเวลา นอนดึกตื่นเช้าทุกวัน แต่แม่ไม่เคยบ่นไม่เคยพูดคำว่าเหนื่อยออกมาให้ได้ยิน แม่สงสารทุกคนที่เดือดร้อน แม่มีแม่ก็ให้ บางครั้งก็โดนโกง แต่เท่าที่ต้นจำความได้จนทุกวันนี้ต้นยังไม่เคยเห็นแม่ว่าหรือโกรธใครเลยจริงๆนะ แม่ทำจนวันนี้วันที่มันพอจะเป็นรูปเป็นร่างแต่แม่กลับไม่ได้อยู่ชื่นชมมัน..

เพราะตอนนี้...

แม่ต้นป่วยเป็นโรค ALS (ไขสันหลังฝ่อ) เป็นมา 5 ปีแล้วค่ะ ..

อาการในตอนนี้แม่เป็นในระดับที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไม่สามารถหายใจเองได้.. หมอบอกว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาหาย..

อาการของคนไข้จะเริ่มลามขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งในส่วนของแม่ต้นเริ่มมาจากอาการแขนขาอ่อนแรง และตอนนี้มันลามไปที่กล้ามเนื้อหัวใจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจฝ่อไม่สามารถหายใจเองได้..

ตลอดเวลา 8 เดือนที่แสนจะโหดร้ายของครอบครัวเรา เราอยู่กันได้ด้วยกำลังใจจริงๆ

เริ่มต้นอาการตอนแม่เข้าโรงพยาบาล
แม่เริ่มมีอาการหนักขึ้นเมื่อเดือนเมษาปี 51 อาการตอนที่ไปอยู่โรงพยาบาลแม่ไม่รู้สึกตัว เนื่องจากคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายสูง คนไข้ไม่สามารถหายใจเอามันออกมาได้ แพทย์ต้องใส่ท่อหายใจทางปาก ..

แม่พยายามฝืนที่จะหายใจเอง แม่น้ำตาไหล ทั้งที่ยังหลับตา ซึ่งต้นรับรู้ได้ว่าแม่ไม่อยากใส่ท่อช่วยหายใจ ตอนนั้นทั้งต้นและพ่อ กลั้นน้ำตากันไว้ไม่ไหวได้แต่ทำใจและยินยอมให้หมอใส่..

แม่ย้ายขึ้นมาอยู่บนตึกอัษฎางค์ ชั้น 10 โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก หลังจากนั้นประมานเดือนกว่าหมอต้องเลือกวิธีเจาะคอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งมันจะติดเชื้อยากกว่าใส่ท่อทางปาก..

บ่อยครั้งที่แม่มีอาการเหนื่อย เหงื่อออกท่วมตัว กระสับกระส่ายเหมือนคนจะขาดใจ เมื่อเวลาที่หลอดลมตีบลง ต้องใช้การพ่นยาช่วย พวกเราต้องทนดูกับภาพนั้นด้วยความสงสารแม่จับใจ ..แต่ก็ทำอะไรไม่ได้..

หมอบอกเราว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาหายได้ ญาติคนไข้ต้องทำใจไว้บ้าง เพราะเมื่อมันลามไปที่หลอดลมแม่ก็คงต้องจากเราไป.......

ปัจจุบันนี้แม่ได้ย้ายโรงพยาบาลมาอยู่ใกล้บ้าน(โรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิต) เนื่องจากหมอที่ศิริราชบอกว่าน่าจะไปอยู่โรงพยาบาลที่ใกล้บ้านจะได้ไปดูแลง่ายขึ้น คนดูแลจะได้ไม่ทรุดตามไปด้วย และทางหมอก็ไม่มีทางที่จะรักษาโรคนี้ได้แค่ทำให้มันทรงตัวได้นานที่สุด เราจึงตัดสินใจย้ายแม่มา..

อาการของแม่ตอนนี้คือ ไม่สามารถหายใจเองได้ต้องหายใจโดยใช้เครื่องช่วย ต้องดูดเสมหะตลอดเพราะไม่มีแรงเอามันออกมา (ดูดโดยใช้สาย suction ใส่ลงไปในท่อที่คอ อาการเหมือนเวลาเราเอานิ้วล้วงคอ แต่สายอันนั้นจะแหย่ไปลึกกว่านั้นเพื่อเอาเสมหะออกมา)ให้อาหารทางสายยางเนื่องจากกลืนเองไม่ได้ นอนแต่ที่โรงพยาบาลไม่ได้ขยับไปไหนมา 8 เดือน ..

แต่แม่รู้สึกตัวดีทุกอย่าง ร่างกายภายนอกแข็งแรง เราจะเฝ้าแม่ได้แค่เวลา 9.00-21.00 นอกเหนือจากนั้นแม่ต้องอยู่คนเดียวในห้องรวมเพราะต้องใกล้ชิดหมอ ทุกวันนี้เราทำได้ดีที่สุดแค่ดูแลแม่แทนพยาบาลทำให้ท่านทุกอย่าง ทั้งดูดเสมหะ ดูแลเวลาอาบน้ำหรือขับถ่าย ทำแผลคอ ทางโรงพยาบาลอยากให้เราพาคนไข้กลับมาอยู่ที่บ้าน เพื่อสภาพจิตใจที่ดีขึ้น เพราะเขาไม่มีทางรักษา..

แต่ทางเราติดเรื่องค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่อง ซึ่ง

เครื่องรุ่นที่ใช้อยู่เป็นตัวเล็กที่สุดที่แม่จะสามารถใช้ได้ ราคาอยู่ที่ 500,000 บาท (ราคาเช่า 30,000 บาท/เดือน)

เครื่องทำออกซิเจน (ตัว 8 ลิตร) ราคาไม่ต่ำกว่า 50,000 (เช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท/เดือน)

เครื่องดูดเสมหะ 6,000 บาท และนอกจากนั้นมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องใช้ต่อเดือนอีกหลายหมื่นบาท ในอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องปลอดเชื้อ (สายSuction ,ถุงมือปลอดเชื้อ,อุปกรณ์ทำแผลคอ ของทุกอย่างใช้ครั้งเดียวทิ้ง)

ด้วยเหตุผลดังกล่าวต้นกับพ่อ เราไม่สามารถมีเงินเพียงพอที่จะพาแม่กลับบ้านได้(ทุกวันนี้เราใช้เบิกจ่ายตรงเนื่องจากพ่อเป็นข้าราชการ) แต่ด้วยทางโรงพยาบาลต้องการให้ทางเรากลับไปบ้านเพราะอยู่มานานแล้ว อาจติดเชื้อ และคนไข้น่าจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้

ต้นไม่รู้จะทำวิธีไหนจริงๆค่ะ สงสารแม่มาก แม่อยากกลับบ้าน ทุกครั้งที่แม่ร้องไห้ ความรู้สึกของต้นกับพ่อก็ไม่ต่างกับแม่เลย เราได้แต่บอกให้แม่เข้มแข็ง อดทนต่อสู้กับมัน รออีกหน่อยนะจะพาแม่กลับบ้านให้ได้ แต่เราก็หมดหนทางจิงๆ คิดถึงแม่ตลอด ไปเผ้าแม่ทุกวันเพื่อให้แม่มีกำลังใจสู้ต่อไป อย่างน้อยก็อยากให้แม่ได้มีโอกาสกลับบ้านมาอยู่ด้วยกันแค่สักครั้งก็ยังดี (แม่เป็นคนดีที่สุดจริงๆ แม่ทำทุกอย่างเพื่อทุกคนแม้ว่าแม่จะเหนื่อย แต่แม่ไม่เคยบ่น..จนวันนี้..)

ขอบคุณทุกคนที่อ่านนะค่ะ .. ต้นอยากขอความช่วยเหลือจากทุกท่านที่มีกำลังคนละเล็กละน้อยที่จะช่วยเราได้ในส่วนของค่าเครื่อง แต่หากท่านใดไม่สามารถจริงๆต้นก็ขอขอบคุณนะค่ะที่ช่วยอ่านและส่งต่อ.. อย่างน้อยต้นก็ได้ทำเพื่อแม่เท่าที่สามารถจะทำได้

ถ้าปาฏิหารย์มีจริง อยากให้แม่ได้กลับมาอยู่กับต้น..รักแม่ที่สุด..


http://www.thonburihospital.com/th/tip_detail.asp?id=22 เวบเกี่ยวกับโรคที่แม่เป็นลองอ่านดูนะค่ะ..

เลขที่บัญชี ของต้นนะค่ะ...

ชื่อบัญชี น.ส. กรวรุณ ไพศาลประสิทธิ์ ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา สาขา รังสิต

เลขที่บัญชี 062-9-30077-1



เบอร์โทรศัพท์คุณพ่อ คุณกำธร ไพศาลประสิทธิ์

089-925-7220

เบอร์โทรศัพท์ ต้นค่ะ

082-459-0779

เริ่มต้น เทคนิคและวิธีตั้งชื่อบล็อคใน www.blogger.com

ก่อนอื่นต้องขอโทษเจ้าของต้นฉบับด้วยนะครับ ผมจำไม่ใด้ว่าได้ข้อมูลนี้มาจากไหนนานมากแล้ว หากครอ่านและทราบแหล่งที่มาแล้วแจ้งผมด้วยนะครับที่ adisak.khumbunruang@gmail.com

Blog title ตรงนี้ให้เราเอาชื่อ super keywords มาใส่ซึ่งถ้าเราไม่ใช้ super keywords เราจะไม่สามารถใช้ มันเป็นบ่อดึง ทราฟฟิกได้เลยนะครับ

Blog address ให้เราใส่ super keywords ลงไปเช่นเดียวกันครับ ในกรณีที่เป็นคำผสม เราจะใส่เครื่องหมายคั่น - ระหว่างคำผสมสองคำหรือสามคำครับ มีเทคนิคเพิ่มเติมว่า ถ้าเราไม่ใช้ super keywords บล็อกของเราก็จะไม่ใช่บ่อดึงทราฟฟิกเลย ซึ่งตรงนี้หลายคนที่เริ่มงานกับ blogger จะทำผิดบ่อยมากๆ

โพสต์บทความอันแรก เพื่อนๆจะโพส์อะไรกันเอ่ย ผมว่าหลายคนก็หลากหลายกันไปใช่ไหมครับ แต่ถ้าเพื่อนต้องการทำเิงินเร็วและให้ติด seo เร็วๆ ให้ทำการโพสต์หัวข้อแรกด้วยประโยคดังต่อไปนี้ครับ

Title = ให้เอา keywords หลักที่เราเอามาทำ blog มาเขียนไว้ตรงนี้
Content = ให้ใส่ประโยคนี้ลงไป โดยตรงที่เขียนว่า xxx ให้แทนด้วย keywords ที่เราเลือกมาทำเป็นหัวข้อบล็อก ตัวอย่างเช่น

Welcome to my xxx blog.Here you will learn about xxx tips and how to find good information.

ข้อควรระวังและสำคัญมาก เพื่อไม่ให้รหัสของเพื่อนๆถูกยกเลิก ดังนั้นอย่าทำการ Post บทความเกิน สามครั้งต่อวัน ต่อบล็อก ผมเคยทำมาแล้วถูกยกเลิกรหัสเลย ดังนั้น ตรงนี้ขอให้เพื่อนๆระวังด้วยนะครับ

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

ผญาก้อม 2

อย่าได้เลเสียถิ่มผักกะเดาต้นโกโก่ เดอ บาดฮ่าได้กินลาบฟานยังซิได้แล่นหา
บาดได้กินบาบปลายังสิได้นึกพ้อ คนิงโอ้เมื่อลุน
ยามเมื่อเฮาเซาห้องเมืองหลวงอุทรเทศ เขตบ่กว้างในท้องแคบจั่งโถน
เฮาเอาหัวซุกหม่นซ้นอยู่ในอุทร บ่มีบ่อนยืนท่าเดียวบ่มีย้าน
คันภายในท้องมารดาแก่แน่นอั่ง คือดั่งหินก้อนล้านแขนห้อยผูกคอ
มีแต่นั่งจ้อก้อตั้งต่อหายใจ อนามัยความุขบ่มีสบายหายฮ้อน
เว้าเถิงคุณบ่หน่อยหลายประการฉันสิอ่าน คุณพิ่นมีมากล้นทวีล้ำเล่าหลาย
ยามเมื่อลุกย่างย้ายที่ระวังตัว กลัวจักมีแนวต้องโดนตำให้เจ็บแสบ
เกรงว่าลูกในท้องกระเทือนล้มปวดคิง ฯ

อันว่าปิตาไท้มารดาทรงเดช ถือเมตตาว่าไว้จิตมั่นเทียงคง
จงจิตตัง กรณัง ยังหามุทิตามาไว้
อุเบกขาวางกางให้ดวงพระทัยแทนผูก ท่านจึงเลี้ยงลูกเต้าเยาว์น้อยใหญ่มา
มารดามีศีล ๕ ทรกรรมทั้ง ๔ ครั้นบ่มีหมู่นี้อย่าหวังถ่อนสิใหญ่สูง
จับจูงไปหน้าวีเฮาเข้าป่า จบเหวียงถิ่นตายจ้อยแต่เหิง
เฮาได้มาเลิงเล่นดูละครโรงใหญ่ เป็นชาติไทยอยู่สร้างเฮือนย้าวสืบสกุล
ก็เพราะบุญเพิ่นเลี้ยงกลิ้งกล่อมถนอมฮัก คราวรู้จักบุญคุณตอบแทนสนองไว้
คุณเพิ่นนอนไฟกล้าเผากายายามเฮาออก ทางปากกรอกน้ำฮ้อนนอนได้ ๗ วัน
คุณเพิ่นพันหมอยาแพทย์ ตำราเป็นไข้
เป็นสุกใสในเนื้อพุพองฝีดาษ โรคกลากโรคเกลื้อนเพียรให้ใหญ่สูง

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

ผญาก้อม 1

“.คันบ่ออกจากบ้านบ่เห็นถิ่นแดนไกล คันบ่ไปหาเฮียนแม่นบ่มีความฮู้…”

“.คันได้ลงงมแล้วสิคว้าหาปลาค่อใหญ่ คันบ่ได้แท้ ๆ ปลาลดน้อยกะสิเอา…..”

“..ลางเทื่อแฮงผู้ฮ้ายแฮ่งตื่มตดเหม็น แฮ่งดำแฮ่งติดตื่มลายเทิงแหล่….”

“…..อันว่ายูงยางต้นลมตีกะหักถ่อง บัดว่าเครื่องหญ้าป้องลมต้องบ่ฮ่องเภท์….”

“….เห็นว่ามีสุขล้นผักตำนินบ่อยากเบิ่ง คันได้กินต่อนซิ้นปลากั้งบ่อยากเหลี่ยว….”

“….คันได้กินกะปิแล้วอย่าลืมคุณปลาแดก ลางเทื่อเฮาแตกบ้านยังสิได้ใส่กิน….”

“….คันได้กินปลาแล้วอย่าลืมปูปะปล่อย ลางเทื่อปลาขาดหม้อยังสิได้ป่นปู….”

“….บ่อยากเว้าหางแมงเงาผัดมาแง่ บ่อยากเว้าแท้ ๆ หางแง้ผัดแง่มา
กะเลยจำใจเว้าอดสาฟังเอาให้แน่ คันแม่นผิดให้ซ่อยแก้ ถึกแท้ให้ค่อยฟัง….”

“….เห็นว่าดำขี่หลี่อย่าฟ้าวขี่เฮือกลาย เห็นว่าดำคอยลอยอย่าฟ้าวพายเฮือเว้น
บัดห่าเฮือคาแก้ดำขี้หลียังสิได้เอิ้นใส่ คันบ่เอิ้นใส่ข่อยเจ้าสิเอิ้นใส่ไผ ….”

“….อัศจรรย์ใจโอ้โอทองสั่งมาแตก บัดกะโป้หมากพร้าวสั่งมาหมั่นกว่าโอ….”

ใจประสงค์สร้างกลางดงกะวาท่ง
ใจประสงค์ขี้ค้านกลางบ้านกะว่าดง

ใจประสงค์ซ่ง กางเกงสิซื้อใส่
ใจประสงค์ยอดแก้วในถ้ำสิก่นหา

ใจประสงค์สร้างกลางดงกะว่าบ้าน
ใจประสงค์ขี้ค้าน กลางบ้านกะว่าดง

อัศจรรย์ใจแข้หางยาว ๆ สั่งมาได้ฮองนั่ง
บาดกระต่ายหางก้อม ๆ สั่งมาได้นั่งฮอง

ว่าสิกินตับฟ้า หางบ่ยาวยื้อบ่ฮอด
ว่าสิกินปอดฟ้าแขนสั้งยื้อบ่เถิง

หลู่โตนเป็ดเด่ อยากนอนคอนซ่อนไก่
ตืนเป่นเป่ปืนเป่นเป้ ปืนได้กะบ่เถิง

ชาติที่เป็นคนนี้คำพาทีคือเกียรติ
คำปากกล่าวออกแล้วประกันด้วยชาติสกุล

ตกกะเทินว่าได้จ้ำสิเป็นแกงหรือป่นกะตามถ่อน
มีตั้งแต่สิคุ้ยเหมิดถ้วยจั่งสิเอา

ตกกะเทินว่าได้สู้บ่มีถอยให้เขาด่า
นับมื้อแต่สิย่างไปหน้าสิถอยนั้นอย่าสิหวัง

อัศจรรย์ใจแฮ้งสิกุมกินแต่หมาเน่า
ข้าวเหนียวเต็มเล้าแนวเจ้ากะบ่สน

ทุกข์ยากฮ้ายกายก่ำผอมโซ คอบว่าโตบ่มีเงินเพิ่นบ่ถามเถิงจ้อย
ทุกข์ยากฮ้ายอายหมู่หมูหมาเห็นหมู่กาบินมาว่าแต่มันส ิมาถ้วง

ทุกข์ยากล้ำปากก่ำกินมันหมกปานใด๋นอจั่งสิได้กินมันต ้ม

ปางเจ้าหัวขึ้นอย่าลืมตนเฆี่ยนด่าจัวเดอ
คันจัวน้อยบ่ยกยอให้สิฉันได้ฮ่อมใด๋

อดส่าห์เยื้อนนอนเฮือนฟากไม้ไผ่
บาดโชคใหญ่มาแล่นเข้าสินอนแป้นแผ่นกระยูง

คองคอยเจ้าจนเหมิดเขตพรรษา
ว่าสิสิกออกมาผัดว่าคากฐินทอด
บัดเหมิดเขตพรรษาแล้วยังเฉยอยู่คือเก่า
สิให้คอยให้ฮอดเฒ่าเซาแล้วข่อยบ่คอย

โอนอ..ฮักน้องกับเณรอ้ายผิดธรรมพระเจ้ากล่าว
ขอให้นางนาถน้องคองถ้าบ่าวพี่ชาย
อย่าได้หมายปั้นปั่นใจให้ชายอื่น
ขื่นน้องฮักอ้ายแท้ให้แลอ้ายแต่ผู้เดียวเด้อ นางเอ้ย
ส.วิทวัส

คิดฮ้อดน้องนอนบ่อิ่มเต็มตา
ผวานำแต่ความฮักจนจ่อยโซเหลืองไข้
นอนกะนอนบ่ได้คนิงใฝ่ฝันหา
เกือบแม่นมรณาตายคอบนางหลายครั้ง
เกือบบ่ยังมาได้หลายวันวอนแอ่ว
คันแม่นตายกะแล้วคงแคล้วห่วงนาง

สิ่งดีๆ สำหรับคนอีสาน

สามัคคีกันไว้คือข้าวเหนียวหนึ่งใหม่
อย่าได้เภท์แตกม้างคือน้ำถืกข้าวเหนียว
สามัคคีกันไว้คือฝนแสนห่า
ตกลงมาจากฟ้า ไหลโฮมโห่งอยู่หนอง

ไผว่าอีสานฮ้าง สิจูงแขนมันไปเบิ่ง
ศิลปะวัฒนะธรรมตั้งอยู่โจ้โก้ มันซิฮ้างบ่อนใด

ไกลขอให้ไกลแต่บ้านฮั้วไฮ่นาสวน
ไกลขอให้ไกลแต่มวลหมู่เฮือนกับเล้า
ส่วนว่าวาจาเว้าสองคนเฮาอย่าได้ห่าง
ต่างคนแม่สิอยู่ต่างบ้าน ความเว้าอย่าห่างกัน..

พี่น้องเอ่ย… เพิ่นว่าแต่ก่อนกี้คนอยู่ในพื้นบ้านฮักแก่นแพงกัน
ความสัมพันธ์มีหลายระหว่างชนชุมเชื้อ
สิไปเหนือหรือใต้ไปทางใด๋กะม่วนชื่น
บ่มีเงินบาทเบี้ยทางท้องกะอิ่มเต็ม
ตกมาในสมัยสุมื้อนี้ม้าป่งเขาเสาป่งดอก
ผู้สาวออกนอกบ้านมารท้องก่องน้ำตา..

ฮักษาศีลไว้ภาวนาเฮ็ดใจเที่ยง
สลึงเดียวบ่ได้ซื้อเสียเงินซ้ำจั่งแม่นบุญ
สมถะวิปัสสนาพร้อมเป็นการไกลกิเลศ
ละให้หลุดลดให้เกี้ยง ผลได้แม่นนิพพาน

อาตมากะเปรียบคือไก่ผู้น้อย หัวแต่ก่อเฮียนขัน
ตกปีกขึ้นตนโตกะยังอ่อน ปากบ่ทันแก่กล้าจาเว้าบ่ทันเป็น

บ่อยากจาสอนถ้อย สอนหมาให้หอนเห่า
สอนเต่าให้ลงมุดน้ำ คอนนั้นบ่ควร
สอนกระบวนความฮู้ ครูบาร์นั้นผิดฮีต
สอนความฮู้ผู้เฒ่า ไผสิเว้าว่าดี

ศีลกับธรรมเฮ็ดเฮาดีได้ ควรตัดสินใจน้อมเข้าเพิ่ง
รัตนะพระไตรหน่วยแก้ว แนวไผเข้าเพิ่งซ้นสิอยู่เย็น
ไผบ่ถือศีลธรรมพระพุทธเจ้า เป็นคนเสียชาติเกิด
ไผบ่เชื่อธรรมพระพุทธเจ้า ตายถิ่มค่าอยู่ใส

ให้ค่อยคึดค่อยแก้ ค่อยแก่ค่อยดึง
ให้ค่อยขุดค่อยขน ค่อยคนค่อยค้ำ
ให้ค่อยทำค่อยสร้าง ค่อยวางใจคอยแล่น
ให้ค่อยอดค่อยแง้น มันสิได้ต่อนคำ

บุญคุณพ่อแม่

…โอนอ บุญคุณพ่อแม่นี้หนักกว่าสิงขร
อันภูเขาเลากากะเปรียบปูนบ่มีได้
ปัญญาไวความฮู้บุญคุณพ่อแม่เฮาเด่
เพิ่นเอาแพรผ้าตุ้มเฮานี้จั่งใหญ่มา
จนว่าเฮาแก่กล้าเป็นหนุ่มหรือสาว
พอเถิงคราวความดีแต่งปูนแปลงให้
เพิ่นได้แนมหาไว้ ไผเดนอ สิมาเป็นคู่ลูกเฮาเด
พอได้มาสืบสร้างแทนเชื้อสืบสกุล
จำไว้เดอหนุ่มน้อยน้องนุ่งทารกา
ยามเมื่อเลาโกรธาอย่าต่อคำให้วายวุ่น
คิดถึงคุณเลาเลี้ยงถนอมมาแต่ยังอ่อน
ถึงยามหลับยามนอนพากันเก็บดอกไม้บูชาไหว้พ่อแม่เฮา..

tag: ผญาก้อม กลอนอีสาน ผญาอีสาน บุญคุณพ่อแม่ ข้อเตือนใจ
--------------------------------------------------------------------------------
ความเสื่อม

ตกมาเถิงปีสองพันห้าชาวประชาเป็นอันต่าง
พากันย้ายย่างเข้าเลงเป้าสู่ตาราง
อย่าพากันหนีให้วัดฮ้างไปอยู่ตารางใหญ่แออัด
ให้พากันเข้าวัดฟังธรรมพุทธโคดมเจ้า
อย่าได้มัวเมาแน่นมัวเมากุมกะม่อมหลายถ่อน
ให้ได้หาต่อนซิ้นพระธรรมไว้แว่นแงง
อย่าได้ลืมฮีตเค้าตามฝรั่งเขาหลาย
จักว่าเขาเว้าหยังฮักพากันไปแอ่นฟ้อน
ส่วนว่าเพลงไทยแท้หมอลำเฮาแต่กี้เก่า
สั่งสิมาเภท์ม้าง มะรางถิ่มเปล่าดาย แท้เด่

ศีล 5
ข้อที่หนึ่งนั้นอย่าทำบาปปาปปัง
ชาติที่หมู่ปาณาให้ละเวรสินำต้อง
ข้อที่สองว่านั้นอทินนา อย่าใจง่ายตืนมือสงบเสงี่ยมไว้อยากได้กะซ่างตาม
ข้อที่สามว่านั้นกาเม มั่นเที่ยง ผัวเมียเดียวท่อนั้นเฮ็ดได้แม่นดี
ข้อที่สี่ มุสาเว้าตั่วหล่ายมาย ห้า สุรามึนเมาอย่าสิมีมาไกล้
แม่นผู้ใด๋ฮักษาไว้บ่มีทางดอกตกต่ำ แม่นสิดำปานกากะว่างามควรย่อง

คำว่าศีล ๆ นี้ มีคุณยศยิ่ง หาสิ่งเปรียบบ่ได้ ศีลพระเจ้าหน่อพุทโธแม่นว่าเงินคำแก้วพลอยนิลพิฑูลรา ช ชาวโลกสมมติไซรัยังบ่ล้ำท่อศีล ศีลนี้วิเศษล้นเกินกว่าเงินพลอย บ่ห่อนมีราคาเปรียบปุนปานได้ ศีลพระจอมไตรแก้วดีจริงท่านกล่าว เป็นผู้สาวแห่งโก้ถือได้แห่งดี ถึงสิมีวัยน้อยรักษาศีลก็คือใหญ่ ฝูงหมู่นักปราชญ์เจ้าทั้งค่ายว่าดี ฯ
ผู้เพิ่นมีศีลนั้นผิวพรรณผุดผ่อง มีกลิ่นหอมห่วงเฮ้าเสมอคู้แก่จันทร์ ทั้งเล่าอัศจรรย์ด้วยหอมไปได้ทุกท่า บ่ว่าเหนือและใต้หอมเท่าทั่วทะลัง บ่คือจันทร์และคู้หอมชั่วยามดม หอมแต่ยามลมพัดกลิ่นละอองมาต้อง ศีลนั้นหอมไปได้ทวนลมบ่เลือกช่อน ขจรไปทั่วด้าวไกลใกล้ก็ส่งเถิง

คุณของการสำรวมศีล ๕

ปาณานั้นให้มีความสังเวช เจตนางดเว้นเวรกรรมอาฆาต บ่กระทำหยาบชาปองฆ่าท่านผู้ใด๋
กรุณาสัตว์เชื้อเสมอโตสังเวช บ่ได้คิดจองล้างหมายม้างทุบตี มีแต่หวังดีด้วยวางตนเสมอภาค คิดรักใคร่เสมอแก้วหน่วยตา ชาติสิมาภายหน้าอายุยืนยาวยิ่ง เลาคิงกลอมอ่อนเกี้ยงเพียงพร้อมเผ่าผิว
อทินนาเว้นเงินทองของผู้อื่น อย่าได้ลักลอบลี้ลวงล้อหลอกกิน เกรงแต่ความหมองเศร้าเสียศีลบ่บังอาจ เจตนางดเว้นเห็นได้บ่เอา ชื่อว่าของเขาแล้วแนวได๋บ่ได้ว่า ราคาสูงทั่วฟ้าบ่มีล้ำล่วงศีล
กาเมนั้น อย่าได้เชยชมซ้อนเมียขวัญท่านผู้อื่น บลื่นคลองพระเจ้าสิกขาข้อเพิ่นสอน แม่นว่าก้ำฝ่ายเบื้องพวกหมู่คนหญิง บ่ทะยานเกิดคลองเสพชายทางฮ้าย มีแต่ยินดีด้วยดอมผัวเท่าชั่ว อย่าได้สมเสพซ้อนทะลอนเลี้ยวเรื่องกาม
มุสาวาทนั้น พระจอมธรรม์ท่านกล่าว อย่ามีความโลภล้าวหมายล้อล่ายพราง ยามสิปากก่อนต้านให้คิดอ่านหาสัตย์ ให้มันจริงมันจังจึงค่อยนำมาเว้า ไผผู้ปฏิบัติได้ในศีลองค์ที่ ๔ ผลสิมีมากล้ำคำเว้าก็อ่อนหวาน ชาติสิมาภายหน้าอานิสงส์นำส่ง มีคนเคารพย้านบ่พาลล้อหลอกลวง
สุราองค์ที่ ๕ ผลาแฮงสิแจ้งต่อ ไผผู้สัตย์ซื่อตั้งบ่ประมาทคลองศีล บ่ดื่มกินของเมาให้เก่าคลองศีลสร้อย ว่าแต่เขาเมาแล้งแนวใด๋ปราศจาก สุรายาฝิ่นเหล้าเซาเว้นได้เด่นจริง รักษาศีลคงมั่นวันคืนบ่ได้วิ่นของกินพระเจ้าห้ามบ่ลา มล้นล่วงเกิน ชื่อว่าสุราเหล้าของเมาบ่ดูดดื่ม อานิสงส์ชาตินี้คนย้องนับถือ ชาติสิมาภายหน้ามีปัญญาอันกล้ากลั่น ความฉลาดเลิศล้ำฤทธิ์ล้นลื่นคน

โทษของการไม่สำรวมศีล ๕

โทษของการปองฆ่าปาณาก็ปาบใหญ่ เกิดไปในชาติหน้าบ่คือบ้านหมู่เขา จักมีคนปองฆ่าของเวรอาฆาต ทั้งเหล่าฮูปฮ่างฮ้ายกายเศร้าหม่นหมอง บางพ่อตาบอดใบ้ หูหนวก ขาหัก ผูงหมู่โรคาเคราะห์เฮาะโฮมโฉมฮ้าย คันว่ามีของใช้วัวควายก็แสนยาก มีแต่พวกเข้าต้องตายล้มมุ่นวาย อันนี้เป็นกรรมฮ้ายปาณาข้อที่ ๑ ฯ
อทินนาข้อที่ ๒ พระเจ้ากล่าว ของที่เขาห้ามหวงไว้อย่าลักเอา ไผบ่กลัวเกรงย้านเวรกรรมสินำตอบชาติสิมาข้างหน้าความ ไฮ้สิแล่นเถิง ผลของการขโมยสนองกรรมใช้ มีแต่ความทุกข์ไฮ้ขอข้าวเพิ่นกิน คันว่ามีของใช้แนวใด๋บ่ประกอบ มีแต่โจรผู้ร้ายหมายท่าลักเอา ฯ
องค์ที่ ๓ ไปหน้ากาเมพระเจ้ากล่าว บ่ได้สมเสพซ้อนเมียแก้วเพิ่นหวง ไผผู้ลุล่วงพ้นบังอาจองค์ศีล กรรมสิติดตอบตามจ่องเวรเวียนใช้ เกิดไปในภาคหน้าเวรกรรมสินำส่ง จะมีผิดผางเสร้าหมองมั่วชั่วทราม ฯ
องค์มุสาวาทนั้น ไผผู้อำพรางเลี้ยววาจาลวงหลอก ชาติสิมาข้างหน้าความเว้าบ่ขลัง ทั้งบ่มีผู้ย้านถือเชื่อฟังคำ แม่นสิจาคำจริงก็ช่างตามคำแล้ว อันว่าโทษของข้อมุสาวาทมีมาก โทษหนึ่งปากถืกแท้จาเว้าบ่เป็น โทษหนึ่งปากเหม็นฮ้ายปานผีตายซาก โทษหนึ่งปากเปื่อยเป้เพขึ้นฮอดดัง โทษหนึ่งคนชังนินทาดูหมิ่น เพราะคำเจ้าปลอกปลิ้นตามให้ส่งผล คันว่าตายไปนั้น ตกอยู่ในนรก เสวยเวทนาทุกข์หมื่นปีแสนฮ้อน ฯ
สุราองค์ที่ ๕ ของเมาพระเจ้ากล่าว ไผผู้สมเสพเข้ากรรมนั้นสิส่งนำ ชาติสิมาภายหน้าพาตนให้ตกต่ำ กรรมเพราะกินเหล้านี้แสนฮ้ายกว่าสู่อัน ตายแล้วลงไปไหม้ในอบายแสนแสบ ตกนรกเดือดฮ้อนในหม้อหมื่นปี ยมบาลเอาน้ำทองแดงกรอกใส่ พอแต่ไหลฮอดท้องพงไส้ก็เปื่อยเพ ฯ