วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

การรับประกัน แบตเตอรี่

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่รถยนต์เป็นระยะเวลา 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ซื้อ

1. เงื่อนไขการรับประกัน จะรับผิดชอบรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่รถยนต์ โดยเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้แก่ผู้ซื้อในกรณี ดังนี้
1.1 เมื่อความเสียหายเกิดจากความผิดพลาดในการผลิต ได้แก่
(1) การประกอบกลับช่อง (Cell Reversal)
(2) ช็อตหรือลัดวงจรภายใน (Internal Cell Short Circuit)
(3) แกนขาด สะพานไฟขาด (Disconnection)
(4) แกนขั้วขาด (Terminal / Pole Disconnection)
1.2 เมื่อความเสียหายเกิดจากการขนส่งของผู้ผลิต หรือผู้จำหน่าย

2. ข้อยกเว้นความรับผิดชอบในการรับประกัน
2.1 ฉลาก (สติ๊กเกอร์) หลุด หรือฉีกขาดที่มิใช่เหตุจากผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข วันเดือนปี ที่จำหน่าย
2.2 พ้นระยะเวลาการรับประกันตามที่กำหนด
2.3 ความเสียหายเกิดจากการใช้งานผิดประเภทหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องดังต่อไปนี้
(1) เติมสารไม่บริสุทธิ์ หรือสารอื่นใดที่ไม่ใช่น้ำกรดกำมะถันเมื่อเริ่มใช้งานแบตเตอรี่
(2) เติมน้ำกรดกำมะถันที่ไม่ได้ค่าความถ่วงจำเพาะมาตรฐาน
(3) เติมสารอื่นใดที่ไม่ใช่น้ำกลั่นบริสุทธิ์ในการบำรุงรักษาแบตเตอรี่
(4) เติมน้ำกลั่นมากเกินกว่าระดับสูงสุดที่กำหนดไว้บนแบตเตอรี่หรือมีการหกล้ม
(5) เปลี่ยนถ่ายน้ำกรดกำมะถันหรือเติมน้ำกรดกำมะถันเพิ่มหลังจากมีการใช้งานแล้ว (หรือมีการคว่ำหม้อจะเกิดระเบิดได้)
(6) เปลือก แตก รั่ว ซึม จากการติดตั้งที่ไม่เหมาะสม
(7) ระเบิด แตก หรือเซลล์ เสียหายจากการลัดวงจรจากภายนอก
(8) การอัดประจุไฟมากเกินไป (Over charging) หรือการขาดการอัดประจุไฟ (Over discharging)
(9) เปลือกขาด แกนขาด ขั้วขาด หรือหัก จากการทุบหรือกระแทกจากภายนอก
2.4 ความเสียหายเกิดจากขาดการบำรุงรักษาเท่าที่จำเป็น ดังต่อไปนี้
(1) ขาดการเติมน้ำกลั่น เมื่อต้องการ (Dry conditioned)
(2) ขาดการอัดประจุไฟเพิ่มที่เหมาะสมเมื่อต้องการ
(3) ขาดการทำความสะอาดที่สมควร จุกระบายอากาศอุดตันอันทำให้เกิดการระเบิด แตกเสียหาย
(4) สาเหตุอันเกิดจากความผิดพลาดจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ร่วมกับแบตเตอรี่ ทำให้เกิดความเสียหาย
2.5 ความเสียหายเกิดจากการขนส่งที่มิใช่เกิดจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยใช้หลัก CSR ตอนที่ 3

เรืองฤทธิ์ ไชยสิงห์ ฝ่ายวิศวกรรมและเทคนิค บริษัท เอส ซี จี ซิเมนต์ จำกัด
ขอบคุณข้อมูลจาก: สารสภาวิศวกร ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2552

CSR ทำอย่างไร

หลักการที่สำคัญในการทำ CSR นั้นควรตั้งอยู่บนหลักการพอประมาณที่ธุรกิจต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และขณะเดียวกันต้องไม่เบียดเบียนสังคมที่อยู่ร่วมกัน สำหรับแนวปฏิบัติในเรื่อง CSR นั้น แบ่งเป็น 8 หัวข้อ ได้แก่

1. การกำกับดูแลกิจการที่ดี : การจัดให้มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

2. การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม : ดำเนินธุรกิจโดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ที่อาจได้มาจากการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

3. การเคารพสิทธิและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม : ทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจ ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้พนักงานหรือผู้ปฏิบัติงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับหรือเพิ่มพูนทักษะในการทำงานให้เพิ่มมากขึ้น

4. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค : สินค่าและบริการของธุรกิจไม่ควรก่อให้เกิดความเสี่ยงหรืออันตรายต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ควรปรับปรุงมาตรฐานสินค้าและการบริการให้มีความเป็นสากล

5. การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม : ภาคธุรกิจควรมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคมที่อยู่โดยรอบ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

6. การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม : การจัดให้มีระบบการบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อม และควรศึกษาวิเคราะห์ถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบตลอดจนต้องมีการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

7. การเผยแพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม : สามารถนำแนวคิด CSR ไปประยุกต์รวมกับการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจได้ โดยการพัฒนาความรู้จากประสบการณ์การดำเนินงานด้าน CSR นำมาปรับใช้และคิดค้นให้เกิดนวัตกรรมของธุรกิจ ซึ่งสามารถขยายผลให้กับองค์กรอื่นๆ ได้อีกด้วย

8. การจัดทำรายงานด้านสังคทมและสิ่งแวดล้อม : ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติตามแนวทาง

CSR หรือทั่วไปนิยมเรียกว่า รายงานความยั่งยืน (Sustainability report) รวมทั้งจัดให้มีช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลที่หลากหลายเพื่อมั่นใจได้ว่าจะสามารถสื่อข้อมูลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง

ติดตามตอนที่ 4 นะครับ

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยใช้หลัก CSR ตอนที่ 4

เรืองฤทธิ์ ไชยสิงห์ ฝ่ายวิศวกรรมและเทคนิค บริษัท เอส ซี จี ซิเมนต์ จำกัด
ขอบคุณข้อมูลจาก: สารสภาวิศวกร ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2552

กรณีตัวอย่าง CSR ในไทย

สำหรับกิจกรรม CSR ในประเทศไทยนั้นเริ่มมีความแพร่หลายมีหลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญและนำไปเป็นแนวปฏิบัติเพิ่มมากขึ้นยกตัวอย่าง เช่น

Microsoft ศูนย์คอมพิวเตอร์ชุมชน : สนับสนุนให้ชุมชนสามารถเข้าถึงและใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจเป็นตลาด IT ใหม่ในอนาคต

SCG (เอส ซี จี หรือเครือซิเมนต์ไทย) : ที่มีอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจตามหลักการ "คุณภาพและเป็นธรรม" ต่อทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังได้ก่อตั้ง "มูลนิธิซิเมนต์ไทย" เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา การพัฒนาชุมชนและสาธารณะประโยชน์

บางจากปิโตรเลียม : ส่งเสริมในด้านการพัฒนาชุมชนโดยใช้ร้านมินิมาร์ทในปั๊มน้ำมัน เป็นสถานที่แสดงสินค้าชุมชน จัดกิจกรรมประกวด "ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากภูมิปัญญาไทย" ที่ทำขึ้นโดยชาวบ้าน/ภูมิปัญญาชาวบ้าน

ปตท.: ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ โดยมีพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมที่สำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับงานพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ

INET OpenCARE ระบบเตือนภัยวิกฤติแบบเปิด: ซึ่งเข้ามาช่วยผสานการสื่อสารข้อมูลวิกฤติระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้เกี่ยวข้องหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ โดยเป็นระบบเปิดไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้สนใจผ่านทางอินเทอร์เน็ต

จะเห็นได้ว่าเรื่องการทำ CSR นั้นมิได้เป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาหรือปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานขององค์กร ให้เป็นที่ยอมรับจากทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ในการทำ CSR นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเห็นผลได้ชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องผสานประโยชน์ทั้งภายนอกและภายในองค์กรแต่หากองค์กรใดตั้งใจทำ CSR อย่างต่อเนื่องจริงจัง ก็จะทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกดีและอยากที่จะเลือกใช้สินค้าและบริการขององค์กรนั้นๆ (Brand Royalty) นั่นก็เปรียบเสมือน "License to Operate' ในเชิงสัญลักษณ์ เมื่อประชาชนสนับสนุนองค์กรก็เปรียบเสมือนการอนุญาตให้องค์กรนั้นๆ ดำเนินธุรกิจอยู่ในสังคมได้อย่างยั่งยืน

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยใช้หลัก CSR ตอนที่ 2

เรืองฤทธิ์ ไชยสิงห์ ฝ่ายวิศวกรรมและเทคนิค บริษัท เอส ซี จี ซิเมนต์ จำกัด
ขอบคุณข้อมูลจาก: สารสภาวิศวกร ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2552

สิ่งที่คาดว่าจะได้รับจากการทำ CSR

CSR นั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการบริหารงานที่ต้องสมดุลกัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องใส่ใจหรือคำนึงถึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

การทำ CSR ที่ถูกต้อง ที่มีพื้นฐานจากความจริงใจนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจอย่างชัดเจนและวัดผลได้ ยกตัวอย่างเช่น

ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
(Competitiveness and Unique market Positioning)

ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจของสถาบันคีนันแห่งเอเชียที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พบว่า 60% ของผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจที่ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม และ 59% ที่มีความต้องการที่จะซื้อสินค้าแม้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้น

เอื้อประโยชน์ด้านการบริหารความน่าเชื่อถือ
การบริหารความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจ จากการสำรวจการทำ CSR ในหลายประเทศพบว่า CSR เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Asset) ที่สำคัญ ซึ่งมูลค่าของ Intangible Asset นั้นจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคธุรกิจ

เอื้อประโยชน์ในการจัดการความเสี่ยง
ความซับซ้อนของเศรษฐกิจสมัยใหม่นำไปสู่ความเสี่ยงแบบใหม่ที่ยากเกินกว่าจะคาดเดา ดังนั้น การจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจึงสำคัญมากในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเมื่อธุรกิจสามารถที่จะร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยการสร้างความยอมรับจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการสร้างความเจริญให้กับชุมชนที่อยู่ร่วมกัน ย่อมจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่จะนำไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงสภาวะวิกฤติได้

เอื้อประโยชน์ในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานและรักษาพนักงานให้อยู่กับบริษัท
จากการวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า42% ของผู้หางานจะพิจารณาประเด็นด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ ในการเลือกสมัครเข้าทำงาน และพนักงานในบริษัทก็ให้ความสนใจด้านการรับผิดชอบต่อสังคม และใช้เป็นหัวข้อที่ตัดสินใจในการเลือกที่จะทำหรือเปลี่ยนไปทำกับบริษัทอื่นที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่า

ประสิทธิภาพของการดำเนินงาน (Operational Efficiency)
การมุ่งเน้นด้านความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นจะนำไปสู่ความสำเร็จด้านการเงินของภาคธุรกิจได้ ด้วยการลดการใช้วัตถุดิบและ/หรือพลังงาน ลดการเกิดของเสียในกระบวนการผลิต ซึ่งจะนำไปสู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

เอื้อประโยชน์ด้านผลประกอบการ
จากหนังสือ "Built to Last" ของ James C. Collins ที่เปรียบเทียบผลประกอบการของ 18 บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระยะเวลา 50 ปี ที่ผ่านมา พบว่า บริษัทที่มีเป้าหมายมากกว่าการสร้างกำไรและร่วมรับผิดชอบต่อสังคมนั้นจะสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่สูงถึง 6 เท่าของบริษัทที่มุ่งเน้นผลกำไรเพียงแค่อย่างเดียว

จากประโยชน์ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการทำ CSR นั้นเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญและดำเนินการเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ติดตามตอนที่ 3 นะครับ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยใช้หลัก CSR ตอนที่ 1

เรืองฤทธิ์ ไชยสิงห์ ฝ่ายวิศวกรรมและเทคนิค บริษัท เอส ซี จี ซิเมนต์ จำกัด
ขอบคุณข้อมูลจาก: สารสภาวิศวกร ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2552

CSR หรือ Corporate Social Responsibility
หากจะกล่าวถึงคำๆ นี้ คงจะไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเพราะเป็นอีกคำหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่น้อยไปกว่ากระแสปัญหาสภาวะโลกร้อนที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรอิสระ ได้ให้ความสำคัญกันเพิ่มมากขึ้น

ในอดีตแต่ละภาคธุรกิจพยายามที่จะผลิตหรือขายสินค้าโดยมุ่งหวังให้เกิดผลกำไรที่สูงที่สุด ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดกับชุมชนสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายนอกโครงการ เป็นผลให้มีหลายบริษัทที่ได้รับการต่อต้านหรือการไม่ยอมรับจากสังคมชุมชนที่อยู่โดยรอบ ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงเป็นที่มาที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องมาใส่ใจประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือสังคมกันเพิ่มมากขึ้น

จากที่มาของแนวคิด CSR แบบเดิม ได้พัฒนามาสู่แนวคิดที่ว่า "ทุกองค์กร ควรมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคม" โดยเฉพาะภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีกำลังทรัพย์และความสามารถในการจัดการบริหารงานต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของประธานสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยังยืน (The World Business Council for Sustainable Development - WBCSD) ที่ระบุว่า "ธุรกิจไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในสังคมที่ล้มเหลว (Business cannot succeed in a society that fails)"

CSR (ซี เอส อาร์) คืออะไร
Corporate Social Responsibility (CSR) หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า "ความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ" นั้น มีหลายหน่วยงานพยายามให้ความหมายหรือกำหนดคำนิยาม เช่น

"CSR คือ การปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการดำเนินธุรกิจโดยใช้พื้นฐานของจริยธรรมเข้ามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปพร้อมๆ กันกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานและคุณภาพชุมชนท้องถิ่น รวมถึงสภาพสังคมโดยรวม" (จาก The World Business Council for Sustainable Development (WBCSD))

"CSR คือ การดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรมและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่ไปกับการใส่ใจและดูแลรักษาสังมคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน"
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ติดตามตอนที่ 2 นะครับ

การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก (Carbon Credit) ตอนที่ 2

นางสาวกนกวรรณ วงศ์กวี
กลุ่มงานคณะกรรมาธิการ การทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักกรรมาธิการ 3
ขอบคุณข้อมูลจาก: สารสภาวิศวกร ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2552

มาทำความรู้จักกับ Carbon Credit ในเบื้องต้นกันดีกว่า

"คาร์บอน เครดิต" หมายถึง สิ่งทดแทนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ที่ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลาญน้ำมันดิน (Fossil Fuel) ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือยานยนต์ รวมถึงก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก (Green House Gas) เช่น ก๊าซมีเทน (CH4) ที่เกิดจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ อันเป็นสาเหตุภาวะโลกร้อน (Global Warming) หากประเทศที่พัฒนาแล้วไม่สามารถลดมลพิษาของตนได้อีกต่อไป ก็ต้องใช้วิธีช่วยเหลือประเทศด้วยพัฒนาให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อลดได้จะกลายเป็นคาร์บอนเครดิตของตนเองทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าปรับ เช่น การปลูกป่าไม้ 2.5 ไร่ สามารถเก็บคาร์บอนเครดิตได้ 2 ตัน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนน้ำมัน 1 หน่วย จะได้เครดิตประมาณ 0.6 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ให้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีระดับโมเลกุล (นาโนเทคโนโลยี) มาประยุกต์ใช้

ปัจจุบัน ประเทศไทยค่อนข้างตื่นตัวกับการพัฒนาโครงการรวมทั้งความพยายามสร้างโครงการเพื่อรองรับการซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก ดังจะเห็นได้จากมีบริษัทเอกชนหลายแห่งเริ่มโครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าขอนแก่นในเครือ KSL เครือปูนซีเมนต์ไทย หรือกลุ่มบริษัทมิตรผลที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติให้สามารถซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว และในปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีองค์กรมหาชน ชื่อว่า "องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) พ.ศ.2550" (Thailand Greenhouse Gas Management Organization, TGO) หรือ ที่มีชื่อย่อว่า อบก. มีวัตถุประสงค์หลักในการวิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดรวมทั้งติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับรอง รวมถึงเป็นศูนย์กลางข้อมูลดำเนินงานและให้การสนับสนุนการดำเนินการด้านก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก (Carbon Credit) ตอนที่ 1

นางสาวกนกวรรณ วงศ์กวี
กลุ่มงานคณะกรรมาธิการ การทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักกรรมาธิการ 3
ขอบคุณข้อมูลจาก: สารสภาวิศวกร ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2552

การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก (Carbon Credit) เป็นการซื้อขายโดยผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ตาม พิธีสารเกียวโต หรือ Kyoto Protocol ซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United nations Framework Convention on Climate hange: UNFCCC) เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 โดยในช่วงแรกระหว่างปี 2551-2555 ให้ประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิก Kyoto Protocol ในกลุ่มประเทศภาคผนวกที่ 1 (Annex I) มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5.2% จากปริมาณการปล่อยในปี 2533

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็น สามาชิกในกลุ่มประเทศภาคผนวกที่ 2 (Annex II) ปัจจุบันไม่มีพันธกรณีที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พิธีสารเกียวโต มีกลไก 3 ประการที่กำหนดไว้ว่า ภาคีสมาชิกต้องดำเนินการเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพิธีสารเกียวโต ได้กำหนดกลไกยืดหยุ่น (Flexibility Mechanisms) 3 กลไก ดังนี้

1. กลไกการทำโครงการร่วม (Joint Implementation: JI) กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว สามารถดำเนินโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกันเองระหว่างประเทศในกลุ่มภาคผนวกที่ 1 ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ เรียกว่า ERUs (Emission Reduction Units)

2. กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) กำหนดให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 สามารถดำเนินโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศในกลุ่ม Non-Annex I ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ จะต้องผ่านการรับรองจึงเรียกว่า CERs (Certified Emission Reduction)

3. กลไกการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading: ET) กำหนดให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 (Annex I) ที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศตามที่กำหนดไว้ได้สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อยจากประเทศในภาคผนวกที่ 1 ด้วยกันเอง ที่มีสิทธปล่อยเหลือ (อาจเป็นเครดิตที่เหลือจากการทำโครงการ JI และ CDM หรือสิทธิ์การปล่อยที่เหลือ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจทำให้ปริมาณการปล่อยในปัจจุบันน้อยกว่าปริมารการปล่อยเมื่อปี ค.ศ.1990 จึงมีสิทธิ์การปล่อยเหลือพร้อมที่จะขายได้) เราเรียกสิทธิ์ที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะขายกันนี้ว่า AAUs (Assigned Amount Units)

ประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกมีพันธกรณีในการดำเนินตามกลไกพัฒนาที่สะอาด หรือ CDM ซึ่งเปิดช่องผ่านกลไกดังกล่าวให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือกลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 1 สามารถเข้ามาดำเนินโครงการลดและเลิกปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ และให้นำปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้เป็น "คาร์บอนเครดิต" โดยไปหักจากจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่มีพันธกรณีที่จะต้องลดลงในประเทศของตัวเอง

ติดตามตอนที่ 2 นะครับ